ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ในเวลากลางคืนหลังจากวันที่เหนื่อยล้า หรือกำลังอ่านระหว่างนั่งรอที่โรงพยาบาล หรืออ่านหลังจากเพิ่งวางสายจากการคุยกับบริษัทดูแลผู้สูงอายุ เราอยากบอกคุณก่อนเป็นอย่างแรกว่า ความรู้สึกที่คุณกำลังมีอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องปกติมาก และคุณไม่ได้เป็นลูกที่แย่
ลูกหลานหลายคนที่ติดต่อมาหาเราเล่าความรู้สึกเดียวกันด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ 'ฉันรู้สึกผิดที่ต้องจ้างคนมาดูแลแม่' 'พ่อเลี้ยงเรามาทั้งชีวิต แล้วเราจะส่งงานนี้ให้คนอื่นทำได้อย่างไร' 'พี่น้องบางคนมองว่าเราเอาเงินแก้ปัญหา' บางคนถึงกับร้องไห้ขณะกรอกแบบประเมินเบื้องต้น เพราะการยอมรับว่าตัวเองดูแลคุณพ่อคุณแม่คนเดียวไม่ไหวอีกต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวด
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อขายบริการ แต่เขียนขึ้นเพื่อบอกคุณว่าความรู้สึกผิดที่คุณแบกอยู่นั้นมีคำอธิบาย มีทางออก และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคุณรักคุณพ่อคุณแม่น้อยลงเลย ในความเป็นจริงมันพิสูจน์สิ่งที่ตรงกันข้าม
ทำไมความรู้สึกผิดจึงเกิดขึ้นกับลูกที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่
ความรู้สึกผิดของผู้ดูแลไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันมีรากมาจากหลายชั้นที่ทับซ้อนกัน ทั้งจากความรักที่มีต่อคุณพ่อคุณแม่ จากความคาดหวังที่เราตั้งไว้กับตัวเอง และจากบริบทสังคมที่เราเติบโตมา การเข้าใจที่มาเหล่านี้คือก้าวแรกของการคลายปมในใจ
วัฒนธรรมไทยและความกตัญญู
สังคมไทยให้คุณค่ากับความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง เราถูกสอนตั้งแต่เด็กว่าการตอบแทนพระคุณพ่อแม่คือหน้าที่อันสูงส่ง และภาพในอุดมคติของลูกที่ดีมักเป็นภาพของลูกที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วยมือของตัวเองจนวาระสุดท้าย เมื่อความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเราต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ต้องอยู่ไกล หรือไม่มีทักษะทางการแพทย์ที่จำเป็น สมองของเราจึงตีความว่าเรากำลังทำผิดต่ออุดมคติที่ฝังลึกนั้น
แต่ความกตัญญูที่แท้จริงไม่ได้วัดที่ว่าใครเป็นคนป้อนข้าวหรือเช็ดตัว ความกตัญญูวัดที่เจตนาและการรับผิดชอบ การที่คุณตื่นมาคิดถึงสวัสดิภาพของคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน การที่คุณยอมเหนื่อยเพื่อหาการดูแลที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะหาได้ นั่นต่างหากคือความกตัญญูในการกระทำ
สายตาของคนรอบข้างและความรู้สึกถูกตัดสิน
ลูกหลานจำนวนมากเล่าให้เราฟังถึงคำพูดจากญาติหรือเพื่อนบ้านที่ทำให้รู้สึกแย่ 'จ้างคนดูแลทำไม ลูกตั้งหลายคน' 'สมัยก่อนไม่เห็นต้องจ้างใคร' คำพูดเหล่านี้แม้ผู้พูดอาจไม่ได้ตั้งใจทำร้าย แต่มันตอกย้ำความรู้สึกผิดที่มีอยู่แล้วให้หนักขึ้น สิ่งสำคัญที่อยากให้คุณรู้คือ คนที่พูดประโยคเหล่านั้นมักไม่ใช่คนที่อยู่กับสถานการณ์จริงของคุณ พวกเขาไม่เห็นคืนที่คุณนอนไม่หลับ ไม่เห็นความซับซ้อนของอาการที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญ
ความคาดหวังที่เราตั้งไว้กับตัวเองสูงเกินจริง
บ่อยครั้งคนที่ตัดสินเราหนักที่สุดคือตัวเราเอง เราตั้งมาตรฐานว่าต้องดูแลได้ทุกอย่าง ต้องไม่เหนื่อย ต้องไม่หงุดหงิด ต้องอดทนได้ตลอด เมื่อเราทำไม่ได้ตามนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์คนใดก็ทำไม่ได้ เราจึงรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ความรู้สึกผิดส่วนนี้คลายได้ด้วยการยอมรับความจริงข้อหนึ่ง คือการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซับซ้อนเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งทักษะวิชาชีพ เวลา และกำลังกายซึ่งเกินกว่าที่คนคนเดียวจะแบกไหว
ภาวะหมดไฟของผู้ดูแล สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อแบกคนเดียวนานเกินไป
ก่อนที่เราจะพูดถึงความรู้สึกผิด เราอยากให้คุณรู้จักอีกสิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นควบคู่กันคือ ภาวะหมดไฟของผู้ดูแล หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า caregiver burnout ภาวะนี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นผลที่ร่างกายและจิตใจตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรังที่สะสมมานาน
อาการของภาวะหมดไฟมักค่อย ๆ ปรากฏจนผู้ดูแลเองแทบไม่ทันสังเกต สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่
- เหนื่อยล้าตลอดเวลา แม้ได้พักก็ไม่รู้สึกว่าหายเหนื่อย
- นอนไม่หลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะกังวลกับอาการของคุณพ่อคุณแม่
- หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย แล้วตามมาด้วยความรู้สึกผิดที่ตัวเองอารมณ์เสีย
- รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หรือสิ้นหวังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ละเลยสุขภาพตัวเอง ข้ามมื้ออาหาร เลื่อนนัดหมอของตัวเอง
- ถอยห่างจากเพื่อนและกิจกรรมที่เคยชอบ รู้สึกโดดเดี่ยว
- เจ็บป่วยทางกายบ่อยขึ้น เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ภูมิคุ้มกันต่ำลง
สิ่งที่ทำให้ภาวะหมดไฟอันตรายเป็นพิเศษคือมันสร้างวงจรของความรู้สึกผิด ยิ่งเหนื่อยล้า เราก็ยิ่งหงุดหงิดกับคุณพ่อคุณแม่ได้ง่าย และยิ่งหงุดหงิด เราก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ตัวเองทำตัวไม่ดีกับคนที่เรารัก ความรู้สึกผิดนั้นก็กดทับให้เราเหนื่อยล้าหนักขึ้นไปอีก การขอความช่วยเหลือคือการตัดวงจรนี้ ไม่ใช่การยอมแพ้
ภาวะหมดไฟของผู้ดูแลที่ปล่อยไว้นานอาจพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ หากคุณมีอาการเศร้า สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าชีวิตไม่มีค่าติดต่อกันหลายสัปดาห์ ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา การดูแลใจตัวเองคือส่วนหนึ่งของการดูแลคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว
ภาระของผู้ดูแลวัดได้ และมันไม่ใช่เรื่องที่คุณจินตนาการขึ้นเอง
บางครั้งลูกหลานรู้สึกผิดเพราะคิดว่า 'คนอื่นเขาก็ดูแลคุณพ่อคุณแม่กันได้ ทำไมเราถึงรู้สึกหนัก' เราอยากให้คุณรู้ว่าภาระของผู้ดูแลเป็นสิ่งที่วงการการแพทย์ยอมรับว่ามีอยู่จริง วัดได้ และศึกษามาอย่างจริงจัง
เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกคือ Zarit Burden Interview ซึ่งเป็นแบบประเมินภาระของผู้ดูแลที่พัฒนาขึ้นและได้รับการรับรองทางจิตวิทยา แบบประเมินฉบับมาตรฐานมี 22 ข้อ ประเมินผลกระทบของการดูแลที่มีต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ ชีวิตทางสังคม และสถานะทางการเงินของผู้ดูแล การที่มีเครื่องมือเช่นนี้อยู่บอกเราชัดเจนว่า ความเหนื่อยล้าและความกดดันของผู้ดูแลเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริงในเชิงวิชาการ ไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณคิดไปเอง
22 ข้อของแบบประเมิน Zarit Burden Interview ที่ใช้วัดผลกระทบของการดูแลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ ชีวิตสังคม และการเงินของผู้ดูแล
เมื่อภาระเป็นสิ่งที่วัดได้ การยอมรับว่าตัวเอง 'แบกหนัก' จึงไม่ใช่การบ่นหรือการอ่อนแอ แต่เป็นการประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง และเมื่อเรามองสถานการณ์ตามจริงได้ เราก็ตัดสินใจหาทางออกที่เหมาะสมได้ดีขึ้น การประเมินภาระของตัวเองอย่างซื่อสัตย์คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ดีต่อทั้งคุณพ่อคุณแม่และต่อตัวคุณเอง
การขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพคือการกระทำของความรัก ไม่ใช่ความล้มเหลว
นี่คือหัวใจของบทความนี้ และเป็นสิ่งที่เราอยากให้คุณอ่านช้า ๆ การตัดสินใจให้มืออาชีพเข้ามาช่วยดูแลคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่การยกหน้าที่ของลูกให้คนอื่น แต่เป็นการเลือกการดูแลที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่หาได้ให้กับคนที่คุณรัก
ลองคิดในมุมนี้ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ป่วย คุณพาท่านไปหาแพทย์ ไม่ใช่เพราะคุณไม่รักท่านหรือไม่อยากดูแลเอง แต่เพราะคุณรู้ว่าแพทย์มีความรู้และเครื่องมือที่จะช่วยท่านได้ดีกว่า การมีผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมก็เช่นเดียวกัน การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาวะสมองเสื่อม ภาวะหลังสโตรก การดูแลแผลกดทับ หรือการให้อาหารทางสายยาง ล้วนต้องใช้ทักษะเฉพาะที่เรียนรู้และฝึกฝนมา
การยอมรับว่ามีบางอย่างที่คนอื่นทำได้ดีกว่าเราไม่ได้ลดทอนความเป็นลูกที่ดีลงเลย ตรงกันข้าม มันแสดงถึงวุฒิภาวะและความรักที่ให้ความสำคัญกับ 'ผลลัพธ์ที่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่' มากกว่า 'ภาพลักษณ์ของตัวเอง'
- การให้มืออาชีพช่วยดูแล หมายถึงคุณพ่อคุณแม่ได้รับการดูแลที่ถูกหลักวิชาชีพ ลดความเสี่ยงจากการดูแลที่ผิดวิธี
- การให้มืออาชีพช่วยดูแล หมายถึงคุณยังได้อยู่ในบทบาทของ 'ลูก' ที่มาเยี่ยม มากอด มาคุย มารับฟัง แทนที่จะหมดพลังไปกับงานกายภาพจนไม่เหลือเวลาให้ความสัมพันธ์
- การให้มืออาชีพช่วยดูแล หมายถึงครอบครัวมีทีมที่คอยเฝ้าระวังและประสานเหตุเมื่อมีเรื่องฉุกเฉิน คุณไม่ต้องเผชิญสถานการณ์วิกฤตเพียงลำพังอีกต่อไป
การดูแลที่ดีช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับคุณพ่อคุณแม่ดีขึ้น
ความกลัวที่ลูกหลานหลายคนมีคือ 'ถ้าให้คนอื่นมาดูแล คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกว่าลูกทอดทิ้ง' เราเข้าใจความกลัวนี้ดี แต่จากประสบการณ์ที่เราดูแลครอบครัวมาหลายร้อยครอบครัว สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักตรงกันข้าม
เมื่อลูกต้องแบกงานดูแลทั้งหมดด้วยตัวเองในขณะที่ยังต้องทำงานและดูแลครอบครัวของตัวเอง เวลาที่ลูกอยู่กับคุณพ่อคุณแม่มักเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเครียด ป้อนข้าวพร้อมกับกังวลเรื่องงาน เช็ดตัวพร้อมกับใจที่ล้า บางครั้งความหงุดหงิดก็หลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ และนั่นกลายเป็นความทรงจำที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากจดจำ
เมื่อมีผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมเข้ามาช่วยรับภาระงานกายภาพ ลูกจะมีพื้นที่ทางใจกลับคืนมา เวลาที่คุณอยู่กับคุณพ่อคุณแม่จะกลายเป็นเวลาคุณภาพอีกครั้ง คุณได้นั่งคุย ได้ฟังเรื่องเก่า ๆ ได้จับมือ ได้เป็นลูกที่อยู่เคียงข้าง ไม่ใช่พยาบาลที่เหนื่อยล้า ความสัมพันธ์ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตจึงกลับมาอบอุ่นได้อีกครั้ง
งานวิจัยเกี่ยวกับบริการพักเหนื่อยสำหรับผู้ดูแล หรือ respite care ชี้ว่าการมีผู้ช่วยดูแลเข้ามาแบ่งเบาภาระสามารถลดความเครียดและช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลดีขึ้น เมื่อผู้ดูแลหลักได้พักและฟื้นพลัง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็มีโอกาสกลับมามั่นคงขึ้น
แนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับความรู้สึกผิด
ความรู้สึกผิดอาจไม่หายไปในชั่วข้ามคืน แต่มันจัดการได้และเบาลงได้ ต่อไปนี้คือแนวทางที่ลูกหลานหลายคนพบว่าช่วยได้จริง
เปลี่ยนคำถามที่ถามตัวเอง
แทนที่จะถามว่า 'ฉันเป็นลูกที่ดีพอหรือยัง' ลองเปลี่ยนเป็น 'อะไรคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในสถานการณ์ตอนนี้' คำถามแรกชวนให้ตัดสินตัวเอง คำถามที่สองชวนให้หาทางออก เมื่อโฟกัสอยู่ที่สวัสดิภาพของคุณพ่อคุณแม่ การตัดสินใจรับความช่วยเหลือจะรู้สึกเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
ยอมรับว่าคุณก็เป็นมนุษย์ที่มีขีดจำกัด
คุณไม่สามารถเป็นทั้งลูก พยาบาล นักกายภาพ คนทำอาหาร และคนหารายได้ในเวลาเดียวกันได้ตลอดไป ไม่มีใครทำได้ การยอมรับขีดจำกัดของตัวเองอย่างอ่อนโยนคือการเมตตาตัวเอง และการเมตตาตัวเองคือสิ่งที่ทำให้คุณมีแรงดูแลคนอื่นต่อไปได้
พูดคุยกับพี่น้องอย่างเปิดใจ
หากมีพี่น้องที่ไม่เข้าใจ ลองหาโอกาสพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์จริง ภาระที่แต่ละคนแบกได้ เวลาที่แต่ละคนมี และทางเลือกที่อยู่ตรงหน้า การตัดสินใจที่มาจากความเข้าใจร่วมกันของครอบครัวจะช่วยลดความรู้สึกผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
นิยามบทบาทใหม่ของตัวเอง
เมื่อมีผู้ดูแลมืออาชีพเข้ามา บทบาทของคุณไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบ คุณกลายเป็นผู้จัดการการดูแล เป็นคนตัดสินใจร่วมกับทีม เป็นคนรักที่มาเยี่ยม เป็นเสียงที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นเคย บทบาทนี้สำคัญไม่น้อยกว่าการป้อนข้าวด้วยมือ และเป็นบทบาทที่ไม่มีใครแทนคุณได้
ให้เวลากับความรู้สึกของตัวเอง
อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเศร้า รู้สึกสับสน หรือแม้แต่รู้สึกผิดได้ในบางวัน ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าคุณตัดสินใจผิด มันแปลว่าคุณรักคุณพ่อคุณแม่อย่างลึกซึ้ง การปล่อยให้ความรู้สึกผ่านเข้ามาและผ่านออกไป โดยไม่ตัดสินตัวเอง คือส่วนหนึ่งของการก้าวผ่านช่วงเวลานี้
เมื่อไรที่ภาวะหมดไฟต้องการการดูแลอย่างจริงจัง
ความเหนื่อยล้าจากการดูแลเป็นเรื่องปกติ แต่มีบางสัญญาณที่บอกว่าคุณควรหาความช่วยเหลือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะจากครอบครัว จากบุคลากรทางการแพทย์ หรือจากบริการดูแลมืออาชีพ ขอให้สังเกตตัวเองในประเด็นต่อไปนี้
- คุณรู้สึกเศร้า สิ้นหวัง หรือว่างเปล่าติดต่อกันเกินสองสัปดาห์
- คุณเริ่มมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากมีชีวิตอยู่
- คุณหงุดหงิดหรือโกรธคุณพ่อคุณแม่จนกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้
- สุขภาพกายของคุณทรุดลงชัดเจน เจ็บป่วยบ่อย น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมาก
- คุณนอนไม่หลับเรื้อรัง หรือต้องพึ่งสุราหรือยาเพื่อให้ผ่านแต่ละวัน
- คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือพลังที่จะดูแลใครได้อีกแล้ว แม้แต่ตัวเอง
หากคุณมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง ขอให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต โทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือปรึกษาแพทย์โดยเร็ว การขอความช่วยเหลือในจุดนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอ
หากคุณพบสัญญาณเหล่านี้ในตัวเอง สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การฝืนทนต่อ แต่คือการยอมรับว่าคุณก็เป็นคนที่ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน ผู้ดูแลที่หมดแรงไม่สามารถดูแลใครได้อย่างปลอดภัย การดูแลสุขภาพใจของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นรากฐานที่ทำให้การดูแลคุณพ่อคุณแม่ดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
แนวทางการดูแลแบบ Yusokh
ที่ Yusokh Care เราดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมามากกว่า 7 ปี และได้พบว่าครอบครัวเกือบทุกครอบครัวที่ติดต่อมาเริ่มต้นด้วยความรู้สึกผิดแบบเดียวกับที่คุณกำลังมี เราจึงออกแบบบริการโดยตั้งใจให้ครอบครัวรู้สึกว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล ไม่ใช่ถูกแทนที่
ก่อนเริ่มงานทุกเคส พยาบาลของเราจะเข้าไปประเมินที่บ้านก่อน ทั้งอาการของคุณพ่อคุณแม่ สภาพแวดล้อม และความต้องการของครอบครัว แล้วจึงจัดผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมโดยทีมพยาบาลให้เหมาะกับเคสนั้นโดยเฉพาะ ไม่ใช่การส่งใครก็ได้ที่ว่างอยู่ การประเมินนี้ช่วยให้ครอบครัวมั่นใจว่าการดูแลที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับนั้นออกแบบมาเพื่อท่านจริง ๆ
เราเชื่อว่าการให้มืออาชีพช่วยดูแลไม่ควรทำให้ลูกหลานหลุดออกจากภาพ เราจึงมีระบบรายงานสุขภาพรายวันให้ครอบครัวรับรู้ความเป็นไปของคุณพ่อคุณแม่อย่างต่อเนื่อง มีทีมพยาบาลที่พร้อมประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และมีการพูดคุยกับครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายของเราคือการเป็นทีมที่อยู่ข้างคุณ คอยแบ่งเบางานกายภาพและงานวิชาชีพ เพื่อให้คุณได้กลับไปทำสิ่งที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือการเป็นลูกที่อยู่เคียงข้างคุณพ่อคุณแม่ด้วยหัวใจที่ไม่เหนื่อยล้า
หากคุณกำลังพิจารณาทางเลือกในการดูแล เราพร้อมพูดคุยและให้ทีมพยาบาลประเมินสถานการณ์ของครอบครัวคุณอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการกดดัน การได้ปรึกษากับคนที่เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังเผชิญ อาจเป็นก้าวแรกที่ทำให้ความรู้สึกผิดบนบ่าของคุณเบาลง
สิ่งที่อยากให้คุณจดจำกลับไป
ความรู้สึกผิดที่คุณมีไม่ใช่หลักฐานว่าคุณเป็นลูกที่ไม่ดี มันเป็นหลักฐานว่าคุณเป็นลูกที่รักคุณพ่อคุณแม่มากต่างหาก คนที่ไม่แคร์จะไม่รู้สึกผิด คนที่ไม่รักจะไม่นอนไม่หลับเพราะกังวล
การดูแลคุณพ่อคุณแม่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตเป็นการเดินทางที่ยาวและไม่มีคู่มือสำเร็จรูป ระหว่างทางคุณจะตัดสินใจหลายอย่างที่ยากลำบาก และคุณจะทำได้ไม่สมบูรณ์แบบในบางครั้ง นั่นเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือเจตนาที่ดีและความตั้งใจที่จะหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับคนที่คุณรัก
ขอให้คุณใจดีกับตัวเองเหมือนที่คุณใจดีกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะการดูแลตัวเองให้มีแรง มีใจ และมีความสุขพอที่จะอยู่เคียงข้างท่านได้นาน ๆ นั่นคือของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ท่านได้ในวันนี้
