เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นหลังจากล้ม หลังออกจากโรงพยาบาล หรือเพราะอายุที่มากขึ้นจนต้องมีคนคอยดูแลตลอดทั้งวัน คำถามหนึ่งที่หลายครอบครัวต้องเผชิญคือ ควรจ้างผู้ดูแลมาดูแลที่บ้าน หรือควรส่งท่านไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ คำถามนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของงบประมาณ แต่จริง ๆ แล้วมันลึกกว่านั้นมาก
เรารู้ว่าลูกหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้รู้สึกกดดันอยู่เงียบ ๆ ต้องทำงานประจำไปด้วย ดูแลครอบครัวของตัวเองไปด้วย และยังต้องรับผิดชอบคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงเรามาทั้งชีวิต บางครั้งการตัดสินใจเรื่องนี้มาพร้อมความรู้สึกผิด กลัวว่าจะถูกมองว่าทอดทิ้งท่าน หรือกลัวว่าจะเลือกผิดแล้วท่านไม่มีความสุข ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและไม่ได้แปลว่าคุณเป็นลูกที่ไม่ดี มันแปลว่าคุณกำลังพยายามทำสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่ทำได้
บทความนี้ไม่ได้มาบอกว่าทางเลือกใดถูกหรือผิด เพราะความจริงคือไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกครอบครัว ทั้งสองทางเลือกต่างมีจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเอง สิ่งที่เราจะทำคือช่วยให้คุณเห็นภาพค่าใช้จ่ายที่แท้จริง คุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงปัจจัยอื่นที่มักถูกมองข้าม เพื่อให้ตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูล ไม่ใช่ความกังวล
ทำความเข้าใจสองทางเลือกก่อนเปรียบเทียบ
ก่อนจะเปรียบเทียบกันได้อย่างยุติธรรม เราควรเข้าใจก่อนว่าแต่ละทางเลือกหมายถึงอะไร เพราะคำว่า ศูนย์ดูแล และ ผู้ดูแลที่บ้าน ในประเทศไทยมีหลายระดับมาก
การจ้างผู้ดูแลมาดูแลที่บ้าน
คือการให้ผู้ดูแลเข้ามาทำงานในบ้านของคุณพ่อคุณแม่ อาจเป็นแบบอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง พักค้างที่บ้าน หรือแบบเป็นกะมาเช้าเย็น คุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม บนเตียงเดิม ในห้องที่คุ้นเคย ขอบเขตงานครอบคลุมตั้งแต่กิจวัตรประจำวัน อาหาร การให้ยา การพาเข้าห้องน้ำ ไปจนถึงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เช่น ดูแลสายให้อาหาร ดูดเสมหะ หรือกายภาพบำบัดเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดูแลคนนั้นผ่านการฝึกอบรมระดับใด
การส่งคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ศูนย์ดูแล
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือเนอร์สซิ่งโฮม คือสถานที่ที่คุณพ่อคุณแม่จะย้ายไปพักอาศัย โดยมีทีมพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลดูแลร่วมกันหลายเตียง ศูนย์มีตั้งแต่แบบที่เน้นที่พักสำหรับผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ ไปจนถึงแบบที่รองรับผู้สูงอายุติดเตียงหรือมีภาวะซับซ้อน จุดเด่นคือมีบุคลากรประจำ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ในที่เดียว และมีระบบดูแลตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพึ่งคนเพียงคนเดียว
ก่อนเปรียบเทียบราคา ควรถามตัวเองก่อนว่าคุณพ่อคุณแม่อยู่ในกลุ่มใด ยังช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน ติดบ้านแต่ยังลุกเดินได้ หรือติดเตียงและมีภาวะซับซ้อน เพราะระดับการพึ่งพาเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการเลือก
ภาพค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของแต่ละทางเลือก
เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ครอบครัวอยากรู้มากที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจผิดกันบ่อยที่สุดเช่นกัน เพราะตัวเลขที่เห็นในโฆษณามักเป็นราคาเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจริงทั้งหมดที่ครอบครัวต้องจ่ายในแต่ละเดือน
ราคาศูนย์ดูแลในกรุงเทพและปริมณฑล
ข้อมูลราคาของศูนย์ดูแลในกรุงเทพและปริมณฑลปัจจุบันมีช่วงกว้างมาก ศูนย์ราคาประหยัดอาจเริ่มต้นราว 10,000 ถึง 16,000 บาท/เดือน ศูนย์มาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ราว 18,000 ถึง 35,000 บาท/เดือน ส่วนสถานดูแลที่อยู่ในเครือโรงพยาบาลหรือเน้นเคสซับซ้อนอาจสูงตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไปจนถึงหลักแสนต่อเดือน ความต่างของราคาสะท้อนตั้งแต่อัตราส่วนพยาบาลต่อเตียง ประเภทห้อง ไปจนถึงอุปกรณ์และความสามารถในการรับเคสที่มีภาวะทางการแพทย์
ค่าใช้จ่ายของการดูแลที่บ้าน
การดูแลที่บ้านมีหลายรูปแบบ หากจ้างผู้ดูแลทั่วไปแบบอยู่ประจำผ่านนายหน้า ค่าจ้างมักอยู่ที่ราว 12,000 ถึง 20,000 บาท/เดือน แต่ตัวเลขนี้มักเป็นเฉพาะค่าแรงผู้ดูแลเท่านั้น หากเป็นบริการดูแลที่บ้านแบบมีทีมสหวิชาชีพกำกับและผู้ดูแลผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง ค่าบริการจะอยู่ในช่วงประมาณ 38,000 ถึง 50,000 บาท/เดือน ขึ้นกับภาวะของคุณพ่อคุณแม่
ข้อควรระวัง อย่าเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลขหน้าโฆษณา ศูนย์ราคา 15,000 บาทกับบริการดูแลที่บ้านราคา 40,000 บาทอาจไม่ใช่บริการระดับเดียวกัน ควรเทียบที่ขอบเขตงาน อัตราส่วนผู้ดูแล และการกำกับโดยทีมพยาบาลวิชาชีพ
สิ่งที่ทำให้การเทียบราคายากคือ ทั้งสองทางเลือกมีองค์ประกอบราคาที่ไม่เหมือนกัน ศูนย์ดูแลมักรวมค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าดูแลพื้นฐานไว้ในราคาเดียว ส่วนการดูแลที่บ้านนั้นครอบครัวยังต้องรับผิดชอบค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ และค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเอง
ค่าใช้จ่ายแฝงที่ครอบครัวมักลืมคำนวณ
ราคาที่เห็นในใบเสนอราคาไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งสองทางเลือกมีค่าใช้จ่ายแฝงที่หากไม่คำนวณล่วงหน้า อาจทำให้งบบานปลายในภายหลัง
ค่าใช้จ่ายแฝงของศูนย์ดูแล
- ค่าแรกเข้าหรือเงินมัดจำ ซึ่งบางแห่งเรียกเก็บแยกจากค่าบริการรายเดือน
- ค่าผ้าอ้อม ค่าอาหารทางสายยาง และค่าเวชภัณฑ์สิ้นเปลือง ที่หลายแห่งคิดแยกตามการใช้จริง
- ค่าบริการเพิ่มเมื่อคุณพ่อคุณแม่มีภาวะที่ต้องดูแลมากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากติดบ้านเป็นติดเตียง
- ค่าพาไปพบแพทย์นอกสถานที่ ค่ารถ และค่าผู้ดูแลที่ติดตามไปด้วย
- ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวเพื่อไปเยี่ยม ซึ่งสะสมเป็นเงินไม่น้อยหากศูนย์อยู่ไกล
ค่าใช้จ่ายแฝงของการดูแลที่บ้าน
- ค่าอุปกรณ์ตั้งต้น เช่น เตียงผู้ป่วย ที่นอนลมกันแผลกดทับ รถเข็น ราวจับ ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งเดียวแต่มีมูลค่าสูง
- ค่าปรับสภาพบ้านให้ปลอดภัย เช่น ติดราวจับในห้องน้ำ ปรับพื้นกันลื่น เพิ่มแสงสว่าง
- ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากการมีผู้ดูแลอยู่ในบ้าน
- ค่าผู้ดูแลสำรองในวันที่ผู้ดูแลหลักลาหยุดหรือลาพักร้อน
- ค่าใช้จ่ายแฝงในรูปของเวลาและพลังงานของครอบครัว หากต้องเป็นผู้กำกับดูแลผู้ดูแลด้วยตัวเอง
เมื่อรวมค่าใช้จ่ายแฝงเข้าไป ช่องว่างของราคาระหว่างสองทางเลือกมักแคบลงกว่าที่คิดในตอนแรก ครอบครัวจึงควรคำนวณค่าใช้จ่ายรวมต่อปี ไม่ใช่ดูแค่ราคารายเดือน เพื่อให้เห็นภาพการเงินที่เป็นจริง
คุณภาพและความปลอดภัยของการดูแล
เงินที่จ่ายไปจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้รับการดูแลที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ในประเด็นนี้ทั้งสองทางเลือกมีจุดแข็งคนละด้าน และไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าโดยอัตโนมัติ
ศูนย์ดูแลมีข้อได้เปรียบเรื่องบุคลากรหลายคนทำงานเป็นทีม หากผู้ดูแลคนหนึ่งลาหรือป่วย ก็ยังมีคนอื่นรับช่วงต่อได้ทันที มีพยาบาลประจำและมีอุปกรณ์รวมอยู่ในที่เดียว เหมาะกับกรณีที่ต้องการการเฝ้าระวังต่อเนื่องและมีภาวะที่อาจเปลี่ยนแปลงเร็ว อย่างไรก็ตาม ในศูนย์ที่อัตราส่วนผู้ดูแลต่อเตียงสูง คุณพ่อคุณแม่อาจได้รับการดูแลแบบเฉพาะบุคคลน้อยลง และความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อในสถานที่ที่มีผู้สูงอายุอยู่รวมกันก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา
การดูแลที่บ้านมีข้อได้เปรียบเรื่องความเอาใจใส่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ผู้ดูแลโฟกัสที่คุณพ่อคุณแม่เพียงท่านเดียว จึงสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้เร็ว เช่น เบื่ออาหาร ผิวหนังเริ่มแดง หรืออารมณ์เปลี่ยนไป แต่จุดอ่อนคือหากพึ่งพาผู้ดูแลเพียงคนเดียวโดยไม่มีระบบสำรองและไม่มีพยาบาลกำกับ คุณภาพการดูแลจะขึ้นอยู่กับทักษะและความรับผิดชอบของคนคนนั้นทั้งหมด
ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ออกแบบได้
ไม่ว่าจะเลือกทางใด การป้องกันการล้มเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการล้มหนึ่งครั้งในผู้สูงอายุอาจนำไปสู่กระดูกหัก การนอนติดเตียง และการเข้าโรงพยาบาล CDC ผ่านโครงการ STEADI แนะนำให้ประเมินความเสี่ยงการล้มอย่างเป็นระบบและจัดการปัจจัยเสี่ยงรอบตัว ทั้งเรื่องยา การมองเห็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และสภาพแวดล้อม สำหรับผู้สูงอายุติดเตียง การป้องกันแผลกดทับด้วยการพลิกตะแคงตัวและดูแลผิวหนังก็เป็นมาตรฐานที่ต้องมีในทุกสถานที่ โดยงานทบทวนวรรณกรรมล่าสุดชี้ว่าความถี่ในการพลิกตัวควรปรับตามสภาพผิวหนังของแต่ละคน ไม่ใช่ยึดกฎตายตัว
ความคุ้นเคย ศักดิ์ศรี และการเยี่ยมของครอบครัว
ปัจจัยที่ตัวเลขวัดไม่ได้แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก คือเรื่องของความคุ้นเคยและศักดิ์ศรี ผู้สูงอายุจำนวนมากผูกพันกับบ้านของตัวเอง ห้องนอนเดิม เพื่อนบ้าน และกิจวัตรที่ทำมาทั้งชีวิต การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยช่วยลดความสับสน โดยเฉพาะในคุณพ่อคุณแม่ที่มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งการเปลี่ยนสถานที่อาจทำให้อาการสับสนแย่ลงได้
ในทางกลับกัน บางครอบครัวพบว่าศูนย์ดูแลที่ดีกลับช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่ได้พบปะผู้สูงอายุท่านอื่น มีกิจกรรมกลุ่ม และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่บ้านลำพังทั้งวัน สำหรับผู้สูงอายุบางท่านที่อยู่บ้านแล้วเหงา การไปศูนย์อาจเป็นการเปิดสังคมใหม่ ประเด็นนี้จึงขึ้นอยู่กับบุคลิกและความต้องการของคุณพ่อคุณแม่แต่ละท่านอย่างแท้จริง
เรื่องการเยี่ยมก็เป็นสิ่งที่ควรคิดล่วงหน้า การดูแลที่บ้านทำให้ครอบครัวแวะเยี่ยมหรือใช้ชีวิตร่วมกันได้ทุกวันโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ส่วนศูนย์ดูแลมักมีเวลาเยี่ยมที่กำหนดไว้ และระยะทางอาจเป็นอุปสรรค หากศูนย์อยู่ไกล ความถี่ในการเยี่ยมจะลดลงเองตามธรรมชาติ ซึ่งกระทบทั้งความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่และความสบายใจของลูก
ลองชวนคุณพ่อคุณแม่คุยตรง ๆ ถ้าท่านยังสื่อสารได้ ถามว่าท่านอยากอยู่ที่ใดและรู้สึกอย่างไรกับแต่ละทางเลือก ความเห็นของเจ้าตัวควรมีน้ำหนักในการตัดสินใจเสมอ การให้ท่านได้มีส่วนร่วมคือการเคารพศักดิ์ศรีของท่าน
เมื่อไรที่แต่ละทางเลือกเหมาะสมกว่า
แทนที่จะถามว่าทางเลือกใดดีกว่า คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ ทางเลือกใดเหมาะกับสถานการณ์ของครอบครัวเราในตอนนี้ ต่อไปนี้เป็นแนวทางพิจารณาที่อ้างอิงจากประสบการณ์การดูแลจริง
การดูแลที่บ้านมักเหมาะเมื่อ
- คุณพ่อคุณแม่ผูกพันกับบ้านมาก และการย้ายที่อยู่อาจทำให้สับสนหรือซึมเศร้า
- ครอบครัวอยากมีส่วนร่วมในการดูแลและแวะเยี่ยมได้บ่อย
- บ้านสามารถปรับให้ปลอดภัยได้ และมีพื้นที่พอสำหรับอุปกรณ์
- คุณพ่อคุณแม่มีภาวะที่ต้องการการดูแลเฉพาะบุคคลและความต่อเนื่อง เช่น ภาวะสมองเสื่อมหรือดูแลแบบประคับประคองในช่วงสุดท้ายของชีวิต
- ครอบครัวต้องการให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมและจังหวะเดิมของท่าน
ศูนย์ดูแลมักเหมาะเมื่อ
- ไม่มีใครในครอบครัวอยู่ดูแลใกล้ชิดได้ และบ้านอยู่ไกลกันมาก
- บ้านมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่หรือโครงสร้างที่ปรับให้ปลอดภัยได้ยาก
- คุณพ่อคุณแม่มีภาวะที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องและต้องการอุปกรณ์ที่ครบในที่เดียว
- คุณพ่อคุณแม่อยู่บ้านแล้วเหงาและอยากมีสังคม
- ครอบครัวประเมินแล้วว่าการมีทีมหลายคนผลัดเปลี่ยนกันให้ความอุ่นใจมากกว่าการพึ่งผู้ดูแลคนเดียว
บางครอบครัวเลือกแนวทางผสม เช่น ใช้ศูนย์ดูแลในช่วงพักฟื้นหลังออกจากโรงพยาบาลที่ต้องการการเฝ้าระวังเข้มข้น แล้วจึงกลับมาดูแลที่บ้านเมื่ออาการคงที่ การตัดสินใจนี้ไม่จำเป็นต้องถาวร และสามารถทบทวนใหม่ได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลังออกจากโรงพยาบาล
หลายครอบครัวต้องตัดสินใจเรื่องนี้ในจังหวะที่กดดันที่สุด คือตอนที่คุณพ่อคุณแม่กำลังจะออกจากโรงพยาบาล ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำหากการดูแลต่อเนื่องไม่ดีพอ
งานทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบและการวิเคราะห์อภิมานพบว่า การวางแผนจำหน่ายคุณพ่อคุณแม่อย่างเป็นระบบสำหรับผู้สูงอายุช่วยลดอัตราการกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ และการดูแลเปลี่ยนผ่านที่ออกแบบมาดีก็ลดโอกาสกลับเข้าโรงพยาบาลภายใน 30 วันลงได้ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่เลือกบ้านหรือศูนย์ แต่คือทางเลือกที่เลือกนั้นมีการวางแผนการดูแลต่อเนื่อง การจัดการยา และการนัดติดตามที่ชัดเจนหรือไม่
RR 0.78การวางแผนจำหน่ายคุณพ่อคุณแม่อย่างเป็นระบบสัมพันธ์กับความเสี่ยงการกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำที่ลดลงในผู้สูงอายุ
ก่อนคุณพ่อคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ครอบครัวควรขอคุยกับทีมแพทย์และพยาบาลเรื่องแผนการดูแลต่อ ทั้งรายการยา สัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง และระดับการดูแลที่จำเป็น ข้อมูลนี้จะช่วยให้การเลือกระหว่างบ้านกับศูนย์อยู่บนพื้นฐานของความต้องการทางการแพทย์จริง ไม่ใช่การคาดเดา
วิธีประเมินผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเลือกบ้านหรือศูนย์ คุณภาพของผู้ให้บริการคือสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจนั้นได้ผลจริง ต่อไปนี้เป็นคำถามและสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตกลงใช้บริการ
- ขอดูใบอนุญาตประกอบกิจการ และสอบถามว่ามีทีมพยาบาลวิชาชีพกำกับดูแลหรือไม่
- ถามอัตราส่วนผู้ดูแลต่อผู้สูงอายุ และผู้ดูแลผ่านการฝึกอบรมในระดับใด มีประสบการณ์กับภาวะของคุณพ่อคุณแม่หรือไม่
- ขอดูรายละเอียดราคาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุชัดว่ารวมอะไรและมีค่าใช้จ่ายแยกอะไรบ้าง
- ถามว่ามีระบบสำรองอย่างไรเมื่อผู้ดูแลลาหยุดหรือลาออก และมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างไร
- ขอเข้าเยี่ยมสถานที่จริงหากเป็นศูนย์ สังเกตความสะอาด กลิ่น สีหน้าของผู้สูงอายุที่อยู่ที่นั่น และวิธีที่เจ้าหน้าที่พูดคุยกับท่าน
- สอบถามว่ามีการประเมินภาวะของคุณพ่อคุณแม่เป็นรายบุคคลและจัดทำแผนการดูแลเฉพาะหรือไม่
- ขอช่องทางสื่อสารกับครอบครัว และถามว่ารายงานความคืบหน้าให้ครอบครัวทราบอย่างไร
สัญญาณที่ควรระวัง ผู้ให้บริการที่ใช้คำว่าที่เหมาะสมที่สุดหรือรับประกันผลทุกอย่าง ปฏิเสธให้เข้าเยี่ยมสถานที่ ไม่ยอมให้รายละเอียดราคาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่มีทีมพยาบาลวิชาชีพกำกับ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
อย่าลืมว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องระยะสั้น ครอบครัวจึงควรคำนึงถึงภาระของผู้ดูแลในครอบครัวเองด้วย เครื่องมืออย่าง Zarit Burden Interview ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินภาระของผู้ดูแล สะท้อนว่าการดูแลที่ยั่งยืนต้องดูแลทั้งคุณพ่อคุณแม่และคนในครอบครัวที่แบกรับ การเลือกทางที่ทำให้ทั้งบ้านประคองกันไปได้ในระยะยาวจึงสำคัญกว่าการเลือกทางที่ดูประหยัดที่สุดในเดือนแรก
แนวทางการดูแลแบบ Yusokh
ที่ Yusokh Care เราเลือกทำในแนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพราะเราเชื่อว่าสำหรับหลายครอบครัว การได้อยู่ในบ้านที่คุ้นเคยช่วยรักษาทั้งความสงบในใจและศักดิ์ศรีของคุณพ่อคุณแม่ไว้ได้ แต่เราก็เข้าใจดีว่าการดูแลที่บ้านจะได้ผลก็ต่อเมื่อทำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงส่งคนคนหนึ่งเข้าไปในบ้าน
เราจึงทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ ทั้งทีมพยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร แพทย์ และนักกายภาพบำบัด โดยมีผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมโดยทีมพยาบาลของเราเป็นผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ในแต่ละวัน ก่อนเริ่มดูแล เราประเมินภาวะของท่านเป็นรายบุคคลและจัดทำแผนการดูแลเฉพาะ พร้อมจัดโปรแกรมตามภาวะ ทั้งกลุ่มทั่วไป คุณพ่อคุณแม่ในภาวะสโตรก ภาวะสมองเสื่อม การดูแลแบบประคับประคอง ผู้สูงอายุติดเตียง และการดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล โดยมีค่าบริการตั้งแต่ 38,000 ถึง 50,000 บาท/เดือนตามระดับความซับซ้อนของการดูแล
หากคุณกำลังชั่งใจระหว่างการจ้างผู้ดูแลที่บ้านกับการส่งศูนย์ เรายินดีพูดคุยและช่วยประเมินสถานการณ์ของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา หากเราประเมินแล้วว่าการดูแลที่บ้านไม่ใช่ทางที่เหมาะกับท่านในตอนนี้ เราก็พร้อมบอกตามจริง เพราะสิ่งที่เราอยากเห็นคือคุณพ่อคุณแม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และครอบครัวตัดสินใจได้อย่างสบายใจ
สรุป
การเลือกระหว่างจ้างผู้ดูแลที่บ้านกับส่งศูนย์ดูแลไม่ใช่การเลือกระหว่างความรักกับความไม่รัก และไม่มีทางเลือกใดที่ถูกต้องสำหรับทุกครอบครัว สิ่งที่ควรทำคือมองให้ครบทั้งค่าใช้จ่ายจริงรวมค่าแฝง คุณภาพและความปลอดภัยของการดูแล ความคุ้นเคยและศักดิ์ศรีของคุณพ่อคุณแม่ ความเป็นไปได้ในการเยี่ยมของครอบครัว และความยั่งยืนของภาระในระยะยาว
เมื่อตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและความเข้าใจสถานการณ์จริงของครอบครัว ไม่ว่าคุณจะเลือกทางใด คุณก็กำลังทำหน้าที่ลูกที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว และหากสถานการณ์เปลี่ยนไปในภายหลัง การทบทวนและปรับแผนการดูแลใหม่ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการดูแลที่ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของท่าน
