วันที่หมอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องให้อาหารทางสายยาง หลายครอบครัวรู้สึกใจหายและกังวลพร้อมกัน กังวลว่าจะทำเป็นไหม กลัวว่าจะทำให้ท่านสำลัก กลัวสายหลุด กลัวว่าทุกมื้ออาหารจะกลายเป็นเรื่องเครียดแทนที่จะเป็นช่วงเวลาอบอุ่นเหมือนเดิม ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดามาก และมันสะท้อนว่าคุณใส่ใจท่านจริง ๆ
ความจริงคือ การให้อาหารทางสายยางที่บ้านนั้นทำได้ และครอบครัวจำนวนมากทำได้ดีเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องและมีระบบที่ชัดเจน สายให้อาหารไม่ได้แปลว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังแย่ลง แต่หลายครั้งมันคือเครื่องมือที่ช่วยให้ท่านได้รับสารอาหารครบถ้วน ปลอดภัยจากการสำลัก และมีแรงพอที่จะฟื้นตัวหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอนว่าสาย NG กับ PEG ต่างกันอย่างไร การดูแลในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง วิธีล้างสาย การจัดท่าขณะให้อาหาร การป้องกันการสำลัก สัญญาณเตือนที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ และจุดที่ครอบครัวควรพิจารณาว่าเมื่อไรการดูแลที่บ้านเหมาะสม และเมื่อไรควรมีทีมวิชาชีพเข้ามาช่วย
สาย NG กับ PEG ต่างกันอย่างไร
สายให้อาหารที่ใช้บ่อยที่บ้านมีสองแบบหลัก ทั้งสองแบบมีเป้าหมายเดียวกันคือนำอาหารเหลวเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการเคี้ยวหรือกลืน แต่เส้นทางและการดูแลต่างกัน
สาย NG (Nasogastric tube)
สาย NG คือสายที่สอดผ่านรูจมูก ลงผ่านหลอดอาหาร ไปสิ้นสุดที่กระเพาะอาหาร พยาบาลสามารถใส่ได้ที่ข้างเตียงโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงเหมาะกับกรณีที่คาดว่าจะให้อาหารทางสายในระยะสั้น เช่น ช่วงฟื้นตัวหลังสโตรกที่ยังกลืนลำบากชั่วคราว โดยทั่วไปสาย NG มักใช้ไม่เกิน 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพราะหากใช้นานเกินไปอาจระคายเคืองจมูกและหลอดอาหาร
สาย PEG (Percutaneous Endoscopic Gastrostomy)
สาย PEG คือสายที่ใส่ผ่านผนังหน้าท้องเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ผ่านหัตถการส่องกล้องในโรงพยาบาล และมักต้องนอนสังเกตอาการช่วงสั้น ๆ หลังใส่ สาย PEG เหมาะกับกรณีที่ต้องให้อาหารทางสายระยะยาว เพราะไม่ระคายเคืองจมูก มองไม่เห็นจากภายนอกง่ายเหมือนสาย NG และมีหลักฐานว่าในผู้ที่ต้องให้อาหารทางสายนานกว่าราว 4 สัปดาห์ สาย PEG ช่วยลดปัญหาสายเลื่อนหลุดและช่วยให้ได้รับสารอาหารต่อเนื่องกว่า
การตัดสินใจว่าควรใช้สายแบบใด เป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ครอบครัว และตัวคุณพ่อคุณแม่เอง โดยพิจารณาจากระยะเวลาที่คาดว่าจะต้องให้อาหารทางสาย ความเสี่ยงสำลัก และคุณภาพชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวต้องตัดสินใจตามลำพัง
การดูแลสายให้อาหารในแต่ละวัน
หัวใจของการดูแลที่บ้านคือความสม่ำเสมอและการสังเกต งานในแต่ละวันไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ครบและทำให้ถูกทุกครั้ง เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยที่เกิดซ้ำ ๆ คือสิ่งที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน
สิ่งที่ควรทำทุกวัน
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ก่อนและหลังสัมผัสสายทุกครั้ง
- ตรวจตำแหน่งของสายก่อนให้อาหารทุกมื้อ สำหรับสาย NG ให้สังเกตขีดบอกตำแหน่งหรือความยาวสายที่โผล่พ้นจมูกว่าตรงกับที่ทีมพยาบาลบันทึกไว้หรือไม่
- สำหรับสาย PEG ให้หมุนสายเบา ๆ ตามที่ทีมพยาบาลสอน เพื่อป้องกันสายติดกับเยื่อบุกระเพาะ และตรวจว่าตัวยึดด้านนอกไม่แน่นหรือหลวมเกินไป
- ทำความสะอาดผิวหนังรอบสาย สำหรับสาย NG ให้ดูแลรูจมูกและผิวรอบ ๆ ที่ติดเทป สำหรับสาย PEG ให้เช็ดรอบรูเปิดหน้าท้องด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง
- เปลี่ยนตำแหน่งเทปยึดสาย NG เป็นระยะ เพื่อไม่ให้เทปกดผิวหนังจุดเดิมจนเป็นแผล
- สังเกตปริมาณอาหารที่ให้ได้จริง การขับถ่าย และอาการของคุณพ่อคุณแม่ระหว่างและหลังให้อาหาร
การจดบันทึกสั้น ๆ ในแต่ละวัน เช่น ปริมาณอาหารแต่ละมื้อ การล้างสาย อาการผิดปกติ จะช่วยให้ทีมแพทย์และพยาบาลเห็นภาพรวมและปรับการดูแลได้ตรงจุดเมื่อมาเยี่ยมหรือเมื่อพาท่านไปตรวจตามนัด
การล้างสาย เรื่องเล็กที่ป้องกันปัญหาใหญ่
การล้างสายหรือการ flush คือการดันน้ำสะอาดผ่านสายเพื่อไม่ให้มีเศษอาหารหรือยาตกค้างจนสายอุดตัน สายอุดตันเป็นปัญหาที่พบบ่อยและน่าหงุดหงิด เพราะอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่พลาดมื้ออาหารหรือพลาดยา และบางครั้งต้องเปลี่ยนสายใหม่
ควรล้างสายเมื่อไร
- ล้างสายด้วยน้ำสะอาดทันทีก่อนเริ่มให้อาหารแต่ละมื้อ
- ล้างสายอีกครั้งทันทีหลังให้อาหารเสร็จ เพื่อไล่เศษอาหารที่ค้างในสาย
- ล้างสายก่อนและหลังให้ยาแต่ละชนิด และล้างคั่นระหว่างยาแต่ละตัวเพื่อไม่ให้ยาทำปฏิกิริยากันในสาย
- สำหรับการให้อาหารแบบหยดต่อเนื่อง ให้ล้างสายเป็นระยะตามที่ทีมพยาบาลกำหนด
ปริมาณน้ำที่ใช้ล้างสายในแต่ละครั้งสำหรับผู้ใหญ่ มักอยู่ราว 30 มิลลิลิตร แต่ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นกับสภาพร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะในท่านที่มีโรคไตหรือหัวใจที่ต้องจำกัดน้ำ ทีมพยาบาลจะเป็นผู้กำหนดให้ชัดเจน
ข้อควรระวังเรื่องยา ห้ามบดยาแล้วป้อนทางสายเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรหรือพยาบาล เพราะยาบางชนิด เช่น ยาเม็ดเคลือบพิเศษหรือยาออกฤทธิ์เนิ่น ห้ามบด การบดอาจทำให้ฤทธิ์ยาเปลี่ยนและเป็นอันตราย และยาบางชนิดเหนียวจนทำให้สายอุดตัน ควรให้เภสัชกรช่วยทบทวนรายการยาทั้งหมดว่าตัวใดให้ทางสายได้ และให้อย่างไร
หากพบว่าสายเริ่มดันยากหรืออุดตัน อย่าใช้แรงดันมาก ๆ หรือใช้ลวดแยงเอง เพราะอาจทำให้สายแตกหรือบาดเจ็บได้ ให้ลองล้างด้วยน้ำอุ่นเบา ๆ ตามที่ทีมพยาบาลสอน และหากยังไม่ได้ผลให้ติดต่อทีมดูแลหรือพยาบาล
การจัดท่าขณะให้อาหารและป้องกันการสำลัก
สิ่งที่ครอบครัวกังวลที่สุดมักเป็นการสำลัก เพราะการสำลักอาหารเข้าปอดอาจนำไปสู่ปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย ข่าวดีคือการจัดท่าที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างชัดเจน
23% เทียบกับ 5%อัตราการเกิดปอดอักเสบจากการสำลักในผู้ที่นอนราบ เทียบกับผู้ที่จัดท่าศีรษะสูงขณะและหลังให้อาหาร
ตัวเลขนี้บอกชัดเจนว่าการจัดท่าไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยปกป้องคุณพ่อคุณแม่ได้มากที่สุด
หลักการจัดท่าที่ครอบครัวควรทำทุกมื้อ
- ยกหัวเตียงหรือจัดให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ในท่าศีรษะสูงราว 30 ถึง 45 องศาก่อนเริ่มให้อาหาร
- คงท่าศีรษะสูงไว้ต่อเนื่องตลอดการให้อาหาร และต่ออีกอย่างน้อย 30 ถึง 60 นาทีหลังให้อาหารเสร็จ ก่อนจึงค่อยปรับให้นอนราบ
- ให้อาหารช้า ๆ ไม่เร่ง สังเกตสีหน้าและการหายใจของท่านระหว่างให้อาหาร
- หากท่านไอ สำลัก หน้าเปลี่ยนสี หรือหายใจลำบากระหว่างให้อาหาร ให้หยุดทันทีและจัดท่าให้ปลอดภัย จากนั้นปรึกษาทีมพยาบาล
- ดูแลความสะอาดในช่องปากสม่ำเสมอ แม้คุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้รับประทานทางปาก เพราะแบคทีเรียในปากเป็นหนึ่งในสาเหตุของปอดอักเสบจากการสำลัก
การให้อาหารทางสายช่วยลดความเสี่ยงสำลักจากการกลืน แต่ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงสำลักจะหายไปทั้งหมด เพราะอาหารที่ไหลย้อนจากกระเพาะขึ้นมาก็ยังสำลักเข้าปอดได้ การจัดท่าและการให้อาหารอย่างใจเย็นจึงสำคัญเสมอ
สุขอนามัยและการดูแลผิวหนังรอบสาย
บริเวณรอบสายเป็นจุดที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ การดูแลความสะอาดอย่างถูกวิธีจึงช่วยป้องกันการติดเชื้อและการระคายเคืองผิวหนัง
สำหรับสาย NG ผิวหนังบริเวณรูจมูกและแก้มที่ติดเทปต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เทปที่กดจุดเดิมนาน ๆ อาจทำให้ผิวเป็นแผล ควรเปลี่ยนตำแหน่งเทปตามที่ทีมพยาบาลแนะนำ และสังเกตว่ามีรอยแดง รอยถลอก หรือผิวลอกหรือไม่
สำหรับสาย PEG บริเวณรูเปิดที่หน้าท้อง หรือที่เรียกว่า stoma ในช่วงแรกหลังใส่อาจมีน้ำเหลืองซึมเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติ ควรเช็ดทำความสะอาดรอบ ๆ ด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง ไม่ควรปิดแน่นจนอับชื้น และหมุนสายเบา ๆ ตามคำแนะนำเพื่อป้องกันสายฝังติดเนื้อเยื่อ ทั้งนี้วิธีดูแลที่ถูกต้องในช่วงแรกหลังใส่กับช่วงที่แผลหายดีแล้วอาจต่างกัน ทีมพยาบาลจะสอนให้เหมาะกับระยะของคุณพ่อคุณแม่
อุปกรณ์ทุกชิ้นที่สัมผัสอาหารหรือสาย เช่น กระบอกฉีด ภาชนะผสมอาหาร ต้องล้างให้สะอาดและผึ่งให้แห้งหลังใช้ทุกครั้ง อาหารปั่นที่เตรียมเองควรใช้ภายในเวลาที่กำหนดและเก็บอย่างถูกสุขลักษณะ เพราะอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเป็นสาเหตุของท้องเสียและการติดเชื้อในทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย
สัญญาณเตือนที่ครอบครัวต้องรู้
การดูแลที่บ้านที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องจัดการทุกอย่างเอง แต่หมายถึงการรู้ว่าเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ ครอบครัวควรรู้จักสัญญาณเตือนเหล่านี้ และไม่ต้องลังเลที่จะติดต่อทีมพยาบาลหรือพาคุณพ่อคุณแม่ไปพบแพทย์
สัญญาณที่ควรปรึกษาทีมดูแลหรือแพทย์
- ไอบ่อย สำลัก หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย มีไข้ หรือเสมหะเปลี่ยนสี ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปอดอักเสบจากการสำลัก
- อาเจียน ท้องอืดมาก ปวดท้อง หรือไม่ถ่ายหลายวัน ซึ่งอาจบ่งบอกว่าร่างกายรับอาหารได้ไม่ดี
- ผิวหนังรอบสายแดง บวม ร้อน มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ หรือมีน้ำเหลืองซึมมากขึ้นกว่าเดิม
- สายเลื่อน หลุด ตันจนล้างไม่ออก หรือความยาวสายที่โผล่พ้นจมูกเปลี่ยนไปจากเดิม
- คุณพ่อคุณแม่ดูซึมลง ตอบสนองน้อยลง กระสับกระส่าย หรือมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลง
- น้ำหนักลดต่อเนื่อง หรือดูอ่อนเพลียมากขึ้นแม้จะได้รับอาหารตามปกติ
หากสาย NG หลุดออกมา ห้ามพยายามใส่กลับเข้าไปเอง เพราะหากใส่ผิดตำแหน่ง อาหารอาจเข้าสู่ปอด ให้ติดต่อทีมพยาบาลหรือพาคุณพ่อคุณแม่ไปพบแพทย์เพื่อใส่และตรวจยืนยันตำแหน่งใหม่ ส่วนสาย PEG ที่หลุด รูเปิดที่หน้าท้องอาจปิดตัวได้เร็ว จึงควรรีบติดต่อทีมดูแลทันที
ดูแลที่บ้านได้แค่ไหน และเมื่อไรควรมีทีมวิชาชีพช่วย
ครอบครัวจำนวนมากดูแลการให้อาหารทางสายของคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านได้ดี โดยเฉพาะเมื่อสภาพร่างกายของท่านค่อนข้างคงที่ มีคนในบ้านที่พร้อมเรียนรู้ และได้รับการสอนจากทีมพยาบาลอย่างเป็นระบบ การดูแลที่บ้านมีข้อดีคือคุณพ่อคุณแม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยและใกล้ชิดครอบครัว
อย่างไรก็ตาม มีบางสถานการณ์ที่การมีทีมวิชาชีพเข้ามาช่วยจะปลอดภัยกว่า และไม่ใช่เรื่องที่ครอบครัวควรรู้สึกผิด ได้แก่
- คุณพ่อคุณแม่มีหลายภาวะร่วมกัน เช่น ติดเตียง มีแผลกดทับ ให้อาหารทางสาย และมีความเสี่ยงสำลักสูง ซึ่งต้องการการเฝ้าระวังหลายด้านพร้อมกัน
- เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลและร่างกายยังไม่คงที่ ต้องการการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในช่วงแรก
- ครอบครัวต้องทำงานประจำ ไม่มีคนอยู่บ้านต่อเนื่อง หรือผู้ดูแลหลักเริ่มอ่อนล้าจนกระทบสุขภาพตัวเอง
- เคยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น สำลักซ้ำ ปอดอักเสบ หรือสายอุดตันบ่อย จนครอบครัวรู้สึกไม่มั่นใจ
ความเหนื่อยล้าและความเครียดของผู้ดูแลเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการดูแลโดยตรง เครื่องมือประเมินภาระผู้ดูแลที่ใช้กันในงานวิชาชีพ เช่น Zarit Burden Interview สะท้อนว่าภาระของผู้ดูแลควรได้รับการประเมินและดูแลเช่นเดียวกับสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ การขอความช่วยเหลือจึงเป็นการตัดสินใจที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ความล้มเหลว
แนวทางการดูแลแบบ Yusokh
ที่ Yusokh Care เราเข้าใจว่าการให้อาหารทางสายยางเป็นเรื่องที่ครอบครัวเรียนรู้ได้ แต่ไม่ควรต้องเรียนรู้อย่างโดดเดี่ยว ในโปรแกรมดูแลผู้สูงอายุติดเตียง ทีมสหวิชาชีพของเราซึ่งประกอบด้วยทีมพยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร แพทย์ และนักกายภาพบำบัด จะร่วมกันวางแผนการดูแลให้เหมาะกับภาวะเฉพาะของคุณพ่อคุณแม่แต่ละท่าน
การดูแลของเราในด้านการให้อาหารทางสายยางรวมถึงการประเมินและจัดท่าให้อาหารอย่างปลอดภัย การดูแลความสะอาดของสายและผิวหนังรอบสาย การทบทวนรายการยาโดยเภสัชกรว่ายาตัวใดให้ทางสายได้และให้อย่างไร การเฝ้าระวังสัญญาณเตือน รวมถึงการดูแลด้านอื่นที่มักมาพร้อมกันในผู้สูงอายุติดเตียง เช่น การป้องกันแผลกดทับและการพลิกตะแคงตัว
ผู้ดูแลของ Yusokh เป็นผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมโดยทีมพยาบาลของเรา และทำงานภายใต้การกำกับของทีมวิชาชีพ เราเชื่อว่าการดูแลที่ดีคือการที่ครอบครัวยังเป็นศูนย์กลาง โดยมีทีมที่ไว้ใจได้คอยสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ ช่วยให้ทุกมื้ออาหารกลับมาเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง หากครอบครัวต้องการคำปรึกษาเรื่องการดูแลการให้อาหารทางสายยางที่บ้าน ทีมของเรายินดีรับฟังและช่วยประเมินแนวทางที่เหมาะกับสถานการณ์ของท่าน
ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย การดูแลการให้อาหารทางสายยางของคุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่านโดยตรงเสมอ
