ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ลุกจากเตียงเองไม่ได้อีกแล้ว ลูกหลายคนพบว่าตัวเองต้องเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องรู้ ตั้งแต่การพลิกตัว การเช็ดตัว ไปจนถึงการคอยสังเกตผิวหนังทุกตารางนิ้ว และหนึ่งในความกังวลที่เกิดขึ้นเกือบทุกครอบครัวก็คือ แผลกดทับ

หลายครอบครัวเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงที่โทษตัวเองว่า วันนั้นงานยุ่ง พลิกตัวให้ท่านช้าไปนิดเดียว ไม่กี่วันต่อมาก็พบรอยแดงที่ก้นกบที่ไม่ยอมจางหายไป กลายเป็นแผลที่ลามลึกและรักษายากกว่าที่คิด ความรู้สึกผิดแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะลูกทุกคนอยากให้คุณพ่อคุณแม่สบายตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่สิ่งที่เราอยากให้คุณรู้ก่อนอ่านต่อคือ แผลกดทับส่วนใหญ่ป้องกันได้ และการป้องกันไม่ได้ต้องอาศัยอุปกรณ์ราคาแพงหรือความเชี่ยวชาญระดับวิชาชีพเสมอไป สิ่งที่ต้องการมากกว่าคือความเข้าใจที่ถูกต้องและความสม่ำเสมอในการดูแล บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักแผลกดทับตั้งแต่ต้นทาง วิธีป้องกันที่อิงหลักฐานทางการแพทย์ และจุดที่ควรขอความช่วยเหลือจากพยาบาลหรือแพทย์

แผลกดทับคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

แผลกดทับ (pressure ulcer หรือ pressure injury) คือการบาดเจ็บของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ที่เกิดจากแรงกดทับต่อเนื่องบริเวณปุ่มกระดูก เมื่อร่างกายส่วนใดถูกกดทับนานเกินไป เลือดที่นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นจะไหลเวียนไม่สะดวก เนื้อเยื่อที่ขาดเลือดจะเริ่มตายและกลายเป็นแผลในที่สุด

นอกจากแรงกดตรง ๆ แล้ว ยังมีอีกสองแรงที่ทำให้เกิดแผลได้ คือแรงเสียดทาน (friction) จากการลากตัวคุณพ่อคุณแม่บนผ้าปูที่นอน และแรงเฉือน (shear) ที่เกิดเมื่อยกหัวเตียงสูงแล้วตัวค่อย ๆ ไถลลง ทำให้ผิวหนังกับกระดูกข้างในเคลื่อนคนละทิศ ความชื้นจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจจาระก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผิวหนังเปื่อยและบอบบางจนเกิดแผลง่ายขึ้น

สิ่งที่ทำให้แผลกดทับน่ากลัวกว่าที่เห็นคือ ความเสียหายมักเริ่มจากชั้นลึกใต้ผิวหนังก่อน กว่ารอยจะปรากฏบนผิวที่มองเห็น เนื้อเยื่อข้างในอาจเสียหายไปแล้วระดับหนึ่ง ดังนั้นการป้องกันจึงสำคัญกว่าการรอให้เห็นแผลแล้วค่อยรักษามาก

ใครบ้างที่เสี่ยง และจุดไหนของร่างกายที่ต้องเฝ้าระวัง

ไม่ใช่ผู้สูงอายุติดเตียงทุกท่านจะเสี่ยงเท่ากัน คุณพ่อคุณแม่ที่มีปัจจัยต่อไปนี้ร่วมกันหลายข้อ ยิ่งต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษ

  • เคลื่อนไหวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย เช่น หลังสโตรก ผู้ที่อ่อนแรง หรือผู้ที่รู้สึกตัวน้อย
  • ผิวหนังบางและเปราะตามวัย หรือมีภาวะบวมน้ำ
  • ภาวะทุพโภชนาการ น้ำหนักลด หรือรับประทานอาหารได้น้อย
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ทำให้ผิวหนังสัมผัสความชื้นบ่อย
  • มีโรคประจำตัวที่ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เช่น เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือด
  • การรับรู้ความเจ็บปวดลดลง ทำให้ไม่บอกหรือไม่ขยับหนีจุดที่ถูกกด

สำหรับจุดที่ต้องตรวจเป็นประจำ ให้นึกถึงบริเวณที่กระดูกอยู่ใกล้ผิวหนังมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่แรงกดรวมตัวกันสูง ตำแหน่งที่พบแผลกดทับบ่อยที่สุดคือก้นกบและกระดูกก้น รองลงมาคือส้นเท้า

  • ก้นกบ กระดูกก้น และสะโพก จุดที่พบแผลบ่อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อนอนหงายหรือยกหัวเตียงสูง
  • ส้นเท้าและตาตุ่ม จุดที่มักถูกมองข้าม แต่เกิดแผลได้รวดเร็ว
  • ท้ายทอยและใบหู สำคัญในผู้ที่นอนหงายตลอดเวลา
  • สะบัก ข้อศอก และกระดูกสันหลัง
  • หัวเข่าและข้อเท้าด้านข้าง เมื่อนอนตะแคงโดยขาสองข้างกดทับกัน

ทุกครั้งที่เช็ดตัวหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ถือเป็นโอกาสตรวจผิวหนังจุดเสี่ยงทั้งหมด สังเกตรอยแดง ความร้อน ความนุ่มหรือแข็งที่ผิดปกติ และถามคุณพ่อคุณแม่ว่ารู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่

การพลิกตัว หัวใจของการป้องกัน

หลายคนเคยได้ยินกฎที่บอกว่าต้องพลิกตัวคุณพ่อคุณแม่ในภาวะติดเตียงทุก 2 ชั่วโมง กฎนี้มีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้ผู้ดูแลมีจังหวะที่จดจำง่าย แต่หลักฐานทางวิชาการล่าสุดชี้ว่า ความถี่ที่เหมาะสมไม่ได้ตายตัวเท่ากันสำหรับทุกคน การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบพบว่าตารางการพลิกตัวที่ทุก 2, 3 หรือ 4 ชั่วโมง ล้วนสามารถลดการเกิดแผลกดทับได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหนังและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

แนวทางที่ถูกต้องกว่าการยึดตัวเลขเดียวคือ การปรับความถี่ตามสภาพผิวหนังจริงของคุณพ่อคุณแม่ หลังพลิกตัวออกจากท่าหนึ่ง ให้สังเกตว่ารอยแดงบริเวณที่เพิ่งถูกกดจางหายภายในไม่กี่นาทีหรือไม่ ถ้ารอยแดงค้างนานหรือเริ่มเห็นเป็นรอยช้ำ แปลว่าควรพลิกตัวให้ถี่ขึ้นกว่าเดิม

เทคนิคการพลิกตัวที่ถูกวิธี

  1. จัดท่าตะแคงแบบเอียงประมาณ 30 องศา แทนการตะแคงตั้งฉาก 90 องศา เพื่อกระจายน้ำหนักออกจากปุ่มกระดูกสะโพกโดยตรง
  2. ใช้หมอนหรือผ้าห่มม้วนรองหลัง ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง และใต้น่อง เพื่อยกส้นเท้าให้ลอยพ้นที่นอน
  3. ยกตัวคุณพ่อคุณแม่ขึ้นแทนการลากไถลบนที่นอน เพื่อลดแรงเสียดทาน หากตัวท่านหนัก ควรมีผู้ช่วยสองคนหรือใช้ผ้าเลื่อนตัว
  4. หลีกเลี่ยงการยกหัวเตียงสูงเกิน 30 องศานานเกินจำเป็น เพราะทำให้ตัวไถลลงและเกิดแรงเฉือนที่ก้นกบ
  5. สลับท่านอนเป็นวงจร เช่น หงาย ตะแคงซ้าย ตะแคงขวา และจดบันทึกเวลาทุกครั้งที่พลิก เพื่อให้ทุกคนในบ้านดูแลต่อเนื่องกันได้

แม้คุณพ่อคุณแม่จะนอนบนที่นอนลมหรือที่นอนป้องกันแผลกดทับ ก็ยังต้องพลิกตัวอยู่เสมอ ไม่มีอุปกรณ์ใดทดแทนการพลิกตัวได้ทั้งหมด

การดูแลผิวหนังและจัดการความชื้น

ผิวหนังที่สะอาด แห้งพอเหมาะ และชุ่มชื้น จะทนต่อแรงกดได้ดีกว่าผิวที่แห้งแตกหรือเปื่อยจากความชื้น การดูแลผิวหนังในแต่ละวันจึงเป็นอีกเสาหลักของการป้องกันแผลกดทับ

  • ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อน ซับให้แห้งเบา ๆ ไม่ถู โดยเฉพาะตามซอกพับ
  • ทาโลชั่นหรือครีมบำรุงให้ผิวบริเวณจุดเสี่ยงชุ่มชื้น แต่หลีกเลี่ยงการนวดแรง ๆ บนปุ่มกระดูกที่มีรอยแดง
  • เปลี่ยนผ้าอ้อมทันทีเมื่อเปียกชื้น และใช้ครีมกั้นความชื้น (barrier cream) ปกป้องผิวบริเวณก้นและขาหนีบ
  • เลือกผ้าปูที่นอนที่เรียบ ไม่มีรอยยับหรือตะเข็บกดทับ และไม่มีเศษอาหารหรือสิ่งของค้างใต้ตัว
  • หลีกเลี่ยงการวางคุณพ่อคุณแม่บนแผ่นรองที่ทำให้เกิดความร้อนสะสม เพราะความร้อนและเหงื่อเพิ่มความเสี่ยง

ข้อควรระวังคือ อย่านวดหรือถูบริเวณผิวหนังที่มีรอยแดงค้างอยู่ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อที่กำลังบาดเจ็บเสียหายมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือลดแรงกดที่จุดนั้นทันที

โภชนาการ เกราะป้องกันที่มองไม่เห็น

หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการพลิกตัวและที่นอน แต่มองข้ามเรื่องอาหาร ทั้งที่ภาวะทุพโภชนาการเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของแผลกดทับ เมื่อร่างกายขาดโปรตีน พลังงาน หรือสารอาหารบางชนิด ผิวหนังจะบางลง ซ่อมแซมตัวเองได้ช้า และทนแรงกดได้น้อยลง

ลดได้ราว 25%การให้อาหารเสริมทางปากที่มีโปรตีนสูงช่วยลดการเกิดแผลกดทับในกลุ่มเสี่ยงได้ตามหลักฐานทางคลินิก

สิ่งที่ครอบครัวพอจะดูแลได้คือ การสังเกตว่าคุณพ่อคุณแม่รับประทานอาหารได้พอเพียงหรือไม่ น้ำหนักลดลงผิดปกติหรือเปล่า และดื่มน้ำเพียงพอในแต่ละวันหรือไม่ อาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ เช่น ไข่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ และนม มีส่วนช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง

หากคุณพ่อคุณแม่รับประทานอาหารได้น้อย กลืนลำบาก หรือน้ำหนักลดต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อพิจารณาอาหารเสริมทางการแพทย์หรือปรับลักษณะอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรเริ่มอาหารเสริมหรือวิตามินขนาดสูงเองโดยไม่ปรึกษาทีมแพทย์

ที่นอนและอุปกรณ์ช่วยกระจายแรงกด

อุปกรณ์ที่ช่วยกระจายแรงกดเป็นตัวช่วยที่ดี แต่ควรเข้าใจว่ามันคือ ตัวช่วย ไม่ใช่ตัวทดแทนการดูแลด้วยมือ การเลือกอุปกรณ์ควรพิจารณาตามระดับความเสี่ยงและงบประมาณของแต่ละครอบครัว

  • ที่นอนโฟมชนิดพิเศษ เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงระดับน้อยถึงปานกลาง ราคาเข้าถึงได้และดูแลง่าย
  • ที่นอนลมแบบสลับลม (alternating pressure) ช่วยเปลี่ยนจุดรับน้ำหนักเป็นระยะ เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือพลิกตัวเองไม่ได้
  • หมอนและเบาะรองเฉพาะจุด ใช้รองส้นเท้า น่อง และระหว่างเข่า เพื่อยกปุ่มกระดูกให้ลอยพ้นพื้นผิว
  • เบาะรองนั่งกระจายแรงกด สำหรับช่วงที่คุณพ่อคุณแม่นั่งบนรถเข็นหรือนั่งบนเตียง เพราะการนั่งนานก็เกิดแผลที่กระดูกก้นได้

สิ่งสำคัญที่มักถูกลืมคือ ที่นอนลมต้องตั้งระดับความแข็งให้เหมาะกับน้ำหนักตัว และต้องตรวจว่าปั๊มลมทำงานปกติ ที่นอนลมที่ตั้งค่าผิดหรือลมรั่วอาจให้ผลแย่กว่าที่นอนธรรมดา และอย่าลืมว่าการพลิกตัวยังต้องทำควบคู่ไปด้วยเสมอ

สัญญาณเตือนระยะแรก และเมื่อใดควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์

การจับสัญญาณตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้แผลกดทับระยะเริ่มต้นหลายกรณีหายได้โดยไม่ลุกลาม สิ่งที่ครอบครัวควรสังเกตทุกวันมีดังนี้

  • รอยแดงบริเวณปุ่มกระดูกที่ไม่จางหายหลังลดแรงกดไปแล้วหลายนาที
  • ผิวบริเวณนั้นมีสีคล้ำ ม่วง หรือแตกต่างจากผิวรอบข้างอย่างชัดเจน
  • ผิวร้อนผิดปกติ แข็ง หรือนุ่มกว่าบริเวณข้างเคียง
  • คุณพ่อคุณแม่บ่นเจ็บ แสบ หรือคันบริเวณจุดเสี่ยง
  • เริ่มมีตุ่มน้ำ ผิวถลอก หรือผิวหนังเปิดเป็นแผล

ควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์โดยไม่รอช้า เมื่อ ผิวหนังเปิดเป็นแผลแม้เพียงเล็กน้อย แผลมีกลิ่น มีหนอง หรือมีน้ำเหลืองไหล ผิวรอบแผลบวมแดงและร้อนมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่มีไข้ หรือดูซึมลงผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ

สำหรับผู้ที่บอกความเจ็บปวดเองไม่ได้ เช่น ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมหรือรู้สึกตัวน้อย ครอบครัวอาจใช้การสังเกตพฤติกรรมแทน เช่น สีหน้า การร้องครวญคราง หรือการเกร็งตัวเมื่อถูกพลิก เครื่องมือประเมินความปวดอย่าง Abbey Pain Scale ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยประเมินความปวดในผู้ที่สื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้ และทีมพยาบาลสามารถแนะนำการใช้ให้เหมาะกับแต่ละบ้าน

แนวทางการดูแลแบบ Yusokh

ที่ Yusokh Care เราเข้าใจดีว่าการดูแลคุณพ่อคุณแม่ติดเตียงให้ปลอดภัยจากแผลกดทับนั้น ต้องการทั้งความรู้ที่ถูกต้องและความสม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินกว่าที่ลูกคนหนึ่งจะแบกไว้คนเดียวได้ในระยะยาว

ในโปรแกรมดูแลคุณพ่อคุณแม่ในภาวะติดเตียง (Bedridden) ผู้ดูแลของเราผ่านการฝึกอบรมโดยทีมพยาบาลวิชาชีพในเรื่องการพลิกตัวอย่างถูกท่า การจัดท่าด้วยหมอนรองรับ การตรวจผิวหนังจุดเสี่ยง และการจดบันทึกเพื่อส่งต่อข้อมูลให้ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพ พยาบาลจะประเมินความเสี่ยงและสภาพผิวหนังของคุณพ่อคุณแม่เป็นรายบุคคล แล้วออกแบบตารางการพลิกตัวและการดูแลที่เหมาะกับท่าน แทนการใช้สูตรสำเร็จเดียวกันกับทุกคน

ทีมสหวิชาชีพของเรา ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด ทำงานร่วมกันเพื่อดูแลทั้งเรื่องผิวหนัง โภชนาการ การจัดการความปวด และการเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน หากคุณกำลังกังวลเรื่องการดูแลคุณพ่อคุณแม่ติดเตียงที่บ้าน เรายินดีพูดคุยเพื่อช่วยประเมินและวางแนวทางที่เหมาะกับครอบครัวของท่าน

สุดท้ายนี้ เราอยากให้กำลังใจลูกทุกคนที่กำลังดูแลคุณพ่อคุณแม่ว่า ความตั้งใจและความใส่ใจที่คุณมีอยู่แล้วคือพื้นฐานที่เหมาะสมที่สุดของการป้องกัน ส่วนความรู้และมืออาชีพคือสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาได้เสมอ

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งการรักษา หากพบรอยแดงที่ไม่จาง แผลเปิด หรืออาการที่น่ากังวล ควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์เพื่อประเมินอาการของคุณพ่อคุณแม่โดยตรง