หลังจากผ่านช่วงเวลาที่หนักหนาที่สุดมาได้ คุณพ่อคุณแม่กลับมาบ้าน เริ่มเดินได้ พูดได้ ทำกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้น หลายครอบครัวรู้สึกเหมือนได้หายใจเต็มปอดอีกครั้ง แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังมีความกังวลค้างอยู่ว่า แล้วถ้ามันเกิดขึ้นอีกล่ะ

ความกังวลนั้นไม่ใช่เรื่องเกินเหตุ และไม่ใช่การคิดมากไปเอง สโตรกเป็นภาวะที่มีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำได้จริง และความเสี่ยงนั้นไม่ได้กระจายตัวเท่า ๆ กันตลอดทุกปี แต่กระจุกตัวอยู่หนาแน่นที่สุดในช่วงไม่กี่เดือนแรกหลังจากครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่เพิ่งกลับบ้าน และครอบครัวกำลังปรับตัวกับชีวิตใหม่พอดี

ข่าวดีคือ สโตรกซ้ำเป็นเรื่องที่ป้องกันได้มากกว่าที่หลายคนคิด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญส่วนใหญ่ ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด ไขมัน จังหวะการเต้นของหัวใจ และความสม่ำเสมอในการกินยา ล้วนเป็นสิ่งที่ดูแลและควบคุมได้ในชีวิตประจำวันที่บ้าน บทความนี้จะอธิบายว่าครอบครัวควรเฝ้าดูอะไรบ้าง ดูแลอย่างไรให้ต่อเนื่อง และจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อใดควรรีบพาคุณพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล

ทำไมความเสี่ยงสโตรกซ้ำจึงสูงที่สุดในช่วงแรก

เมื่อสมองได้รับความเสียหายจากสโตรกครั้งแรก ปัจจัยที่ทำให้เกิดสโตรกครั้งนั้น เช่น หลอดเลือดที่ตีบ ลิ่มเลือดจากหัวใจ หรือความดันที่สูงต่อเนื่อง มักยังคงอยู่ ร่างกายยังไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติทันที สมองที่เพิ่งบาดเจ็บจึงอ่อนแอเป็นพิเศษต่อเหตุการณ์ครั้งต่อไป ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาหลังสโตรกครั้งแรกจึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่สุด

ราว 1 ใน 4ของผู้ที่เคยเป็นสโตรก มีโอกาสเกิดสโตรกซ้ำในช่วงชีวิตที่เหลือ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ความเสี่ยงไม่ได้กระจายตัวสม่ำเสมอ ข้อมูลจากการศึกษาที่วิเคราะห์การเกิดสโตรกซ้ำพบว่า ในบรรดาสโตรกซ้ำที่เกิดขึ้นภายในปีแรก กว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นภายใน 90 วันแรกหลังครั้งแรก นี่หมายความว่าช่วงสามเดือนแรกหลังคุณพ่อคุณแม่กลับบ้านคือช่วงที่การดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างเข้มงวดให้ผลคุ้มค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าพ้นสามเดือนแล้วจะวางใจได้ ความเสี่ยงสะสมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป การป้องกันสโตรกซ้ำจึงไม่ใช่ภารกิจระยะสั้น แต่เป็นการดูแลที่ต้องทำต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิตใหม่ของทั้งคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว

คำว่า TIA หรือ "สโตรกเตือน" หมายถึงอาการอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือชาที่หายไปเองภายในเวลาไม่นาน หลายครอบครัวมองข้ามเพราะอาการดูเหมือนหายเอง แต่ TIA คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ามีความเสี่ยงสโตรกเต็มรูปแบบสูงมากในไม่กี่วันข้างหน้า หากเกิดขึ้นแม้เพียงครั้งเดียว ควรพาคุณพ่อคุณแม่พบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ดูแลความดันโลหิต ปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นที่ควบคุมได้

ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงเดี่ยวที่สำคัญที่สุดต่อการเกิดสโตรกซ้ำ และเป็นปัจจัยที่จัดการได้ดีที่บ้าน แนวทางการป้องกันสโตรกซ้ำของ American Heart Association และ American Stroke Association ปี 2021 ระบุว่า ผู้ที่เคยเป็นสโตรกหรือ TIA ควรมีเป้าหมายความดันโลหิตอยู่ที่ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท เพื่อลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ซ้ำ

เป้าหมายตัวเลขนี้เป็นแนวทางทั่วไป ค่าที่เหมาะสมสำหรับคุณพ่อคุณแม่แต่ละท่านอาจต่างกันไปตามอายุ โรคร่วม และยาที่ใช้ ดังนั้นเป้าหมายเฉพาะบุคคลควรกำหนดโดยแพทย์ที่ดูแล สิ่งที่ครอบครัวทำได้คือช่วยให้การควบคุมความดันเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้ในการดูแลความดัน

  • วัดความดันที่บ้านเป็นประจำในเวลาเดิมของวัน เช่น ตอนเช้าหลังตื่นก่อนกินยา และจดบันทึกค่าไว้
  • นั่งพักสงบอย่างน้อย 5 นาทีก่อนวัด ไม่วัดทันทีหลังเดินหรือหลังกาแฟ เพื่อให้ค่าที่ได้น่าเชื่อถือ
  • นำสมุดบันทึกความดันไปให้แพทย์ดูทุกครั้งที่ไปตามนัด เพราะค่าที่บ้านสะท้อนสถานการณ์จริงได้ดีกว่าค่าที่วัดในคลินิกครั้งเดียว
  • ลดปริมาณโซเดียมในอาหาร โดยเฉพาะอาหารแปรรูป น้ำปลา ซีอิ๊ว และของหมักดอง
  • สังเกตหากค่าความดันสูงขึ้นผิดปกติต่อเนื่องหลายวัน หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรง ให้ปรึกษาแพทย์ ไม่ปรับยาเอง

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ความดันที่ลดลงจนต่ำเกินไปก็เป็นปัญหาได้เช่นกัน อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เวียนศีรษะ หน้ามืด และเสี่ยงล้ม หากพบว่าค่าความดันต่ำผิดปกติหรือมีอาการเหล่านี้ ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับแผนการรักษา

ควบคุมเบาหวานและไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์

นอกจากความดันโลหิต เบาหวานและไขมันในเลือดสูงก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมและตีบแคบลง เพิ่มโอกาสเกิดสโตรกซ้ำ การดูแลทั้งสองภาวะนี้ให้อยู่ในเกณฑ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันที่ขาดไม่ได้

เบาหวาน

หากคุณพ่อคุณแม่มีเบาหวานร่วมด้วย การควบคุมระดับน้ำตาลให้สม่ำเสมอช่วยชะลอความเสียหายของหลอดเลือด ครอบครัวสามารถช่วยได้ด้วยการดูแลให้กินยาหรือฉีดอินซูลินตรงเวลา เตรียมมื้ออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเหมาะสม และเฝ้าสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ เช่น ใจสั่น เหงื่อแตก สับสน ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องแก้ไขทันที

ไขมันในเลือด

แนวทางของ AHA/ASA แนะนำให้ผู้ที่เคยเป็นสโตรกชนิดขาดเลือดควบคุมระดับไขมัน LDL หรือไขมันเลว ให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยทั่วไปแพทย์มักให้ยากลุ่มสแตตินเพื่อช่วยลดไขมันและช่วยให้คราบไขมันในผนังหลอดเลือดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยานี้เป็นยาที่ต้องกินต่อเนื่องแม้ค่าไขมันจะดูปกติแล้ว เพราะประโยชน์ของมันคือการป้องกันระยะยาว ไม่ใช่แค่การลดตัวเลข

ครอบครัวจำนวนไม่น้อยเห็นว่าค่าไขมันหรือค่าน้ำตาลกลับมาปกติแล้ว จึงคิดว่าหยุดยาได้ ขอย้ำว่าการหยุดหรือลดยาป้องกันสโตรกด้วยตนเองเป็นความเสี่ยงที่อันตราย ค่าที่ปกตินั้นปกติได้เพราะมียาคุมอยู่ การเปลี่ยนแปลงขนาดยาทุกชนิดควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัจจัยเสี่ยงที่มองไม่เห็นแต่อันตราย

ภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว หรือ atrial fibrillation เป็นภาวะที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ทำให้เลือดคั่งและจับตัวเป็นลิ่มเลือดในหัวใจ ลิ่มเลือดนี้สามารถหลุดไปอุดหลอดเลือดในสมองและทำให้เกิดสโตรกได้ แนวทางของ AHA/ASA ระบุว่าภาวะนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดสโตรกซ้ำ

สิ่งที่ทำให้ภาวะนี้น่ากังวลคือ ผู้สูงอายุหลายท่านมีหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว เพราะอาจไม่มีอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย เป็นบางครั้ง แนวทางการดูแลจึงแนะนำให้มีการตรวจติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจในผู้ที่เคยเป็นสโตรกที่ยังหาสาเหตุไม่พบชัดเจน

หากคุณพ่อคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะนี้ แพทย์มักพิจารณาให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อลดโอกาสเกิดลิ่มเลือด ยากลุ่มนี้ต้องการการดูแลที่รอบคอบเป็นพิเศษ ครอบครัวควรทราบบทบาทของตนดังนี้

  • ดูแลให้คุณพ่อคุณแม่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดตรงเวลาและไม่ขาดมื้อ เพราะการขาดยาแม้ช่วงสั้น ๆ ก็เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือด
  • สังเกตสัญญาณเลือดออกผิดปกติ เช่น จ้ำเขียวที่เกิดง่าย เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน และแจ้งแพทย์
  • แจ้งบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนทำหัตถการ ถอนฟัน หรือผ่าตัด ว่าคุณพ่อคุณแม่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่
  • หากคุณพ่อคุณแม่ใช้ยาวาร์ฟาริน ต้องไปตรวจเลือดตามนัดสม่ำเสมอ และระวังอาหารบางชนิดที่มีผลต่อระดับยา ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร

การกินยาอย่างสม่ำเสมอ หัวใจของการป้องกันสโตรกซ้ำ

ยาป้องกันสโตรกซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดความดัน หรือยาลดไขมัน จะให้ผลก็ต่อเมื่อมีอยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง การลืมกินยาหรือกินไม่ครบ แม้เพียงเป็นครั้งคราว ก็ทำให้การป้องกันมีช่องโหว่ และนี่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าที่ครอบครัวคาดคิด

ผู้สูงอายุที่เพิ่งผ่านสโตรกมักต้องกินยาหลายชนิดพร้อมกันในเวลาต่าง ๆ ของวัน บางท่านมีปัญหาความจำจากตัวโรคเอง บางท่านกลืนยายาก ทำให้การกินยาให้ครบถ้วนกลายเป็นเรื่องท้าทาย ครอบครัวสามารถช่วยลดช่องโหว่นี้ได้หลายวิธี

  1. จัดยาใส่กล่องแบ่งช่องตามวันและเวลา เพื่อให้เห็นชัดว่ามื้อใดกินแล้วหรือยัง
  2. ตั้งเตือนเวลากินยา และผูกการกินยาเข้ากับกิจวัตรประจำ เช่น หลังอาหารเช้า ก่อนนอน เพื่อให้จำง่าย
  3. ทำรายการยาทั้งหมดที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ พร้อมขนาดและเวลา และพกติดตัวไปทุกครั้งที่พบแพทย์
  4. หากคุณพ่อคุณแม่กลืนยาลำบาก ปรึกษาเภสัชกรว่ายาตัวใดบดได้ ตัวใดบดไม่ได้ ไม่ตัดสินใจบดเอง
  5. เมื่อยาใกล้หมด เตรียมไปรับยาล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้ขาดช่วง และหากเกิดผลข้างเคียงที่สงสัย ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา

หากคุณพ่อคุณแม่ลืมกินยาหนึ่งมื้อ โดยทั่วไปไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าในมื้อถัดไปเพื่อชดเชย แนวทางที่ถูกต้องสำหรับยาแต่ละชนิดต่างกัน จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรไว้ล่วงหน้าว่าควรทำอย่างไรเมื่อลืมยา เพื่อจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

อาหาร การเคลื่อนไหว และวิถีชีวิตที่ช่วยป้องกัน

นอกจากยา การปรับวิถีชีวิตเป็นอีกเสาหลักของการป้องกันสโตรกซ้ำ และเป็นส่วนที่ครอบครัวมีบทบาทมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันในบ้าน

อาหาร

  • เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลา ลดเนื้อสัตว์ติดมันและของทอด
  • ลดเกลือและโซเดียม ซึ่งช่วยควบคุมความดันโลหิตโดยตรง
  • ลดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวาน โดยเฉพาะหากคุณพ่อคุณแม่มีเบาหวานร่วมด้วย
  • หากคุณพ่อคุณแม่มีภาวะกลืนลำบากหลังสโตรก ควรปรับลักษณะอาหารตามคำแนะนำของทีมสหวิชาชีพ เพื่อความปลอดภัยควบคู่ไปกับโภชนาการ

การเคลื่อนไหวและกิจกรรม

การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยควบคุมความดัน น้ำหนัก และน้ำตาลในเลือด แต่ระดับและรูปแบบกิจกรรมต้องเหมาะกับความสามารถของคุณพ่อคุณแม่หลังสโตรก ซึ่งแต่ละท่านต่างกันมาก จึงควรเริ่มจากแผนที่นักกายภาพบำบัดหรือแพทย์กำหนด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น การเดินสั้น ๆ เป็นประจำ การออกกำลังกายตามท่าที่ได้รับการฝึก และการลดเวลานั่งนิ่งนาน ๆ ล้วนมีส่วนช่วย

พฤติกรรมอื่นที่ควรดูแล

การเลิกบุหรี่เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ให้ผลชัดเจนต่อการลดความเสี่ยงสโตรกซ้ำ หากคุณพ่อคุณแม่ยังสูบบุหรี่ ครอบครัวควรสนับสนุนให้เลิกและขอความช่วยเหลือจากแพทย์ นอกจากนี้การจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การนอนหลับให้เพียงพอ และการดูแลสุขภาพจิตไม่ให้เครียดสะสม ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการป้องกันที่ดี

การตรวจติดตามและพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง

การป้องกันสโตรกซ้ำที่ดีไม่ได้เกิดจากการดูแลที่บ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานควบคู่กับการติดตามอาการอย่างเป็นระบบโดยทีมแพทย์ การไปพบแพทย์ตามนัดไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่เป็นโอกาสที่แพทย์จะประเมินว่าการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้ผลดีเพียงใด และปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ครอบครัวสามารถทำให้การพบแพทย์แต่ละครั้งมีคุณค่ามากขึ้น ด้วยการเตรียมข้อมูลล่วงหน้า

  • นำบันทึกความดันโลหิตที่วัดที่บ้าน และบันทึกน้ำตาลหากมีเบาหวาน ไปให้แพทย์ดู
  • จดอาการผิดปกติที่สังเกตเห็นในช่วงที่ผ่านมา แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ลืมแจ้ง
  • เตรียมรายการยาทั้งหมดและสอบถามข้อสงสัยเรื่องยา ผลข้างเคียง หรือการกินยาที่ทำได้ยาก
  • สอบถามแพทย์ให้ชัดเจนว่าควรมาตรวจครั้งต่อไปเมื่อใด และมีการตรวจใดที่ต้องทำเพิ่ม เช่น ตรวจเลือด ตรวจหัวใจ

การมีคนช่วยพาไปและร่วมฟังคำแนะนำของแพทย์มีประโยชน์มาก เพราะข้อมูลทางการแพทย์มักมีรายละเอียดที่จดจำได้ยาก การมีอีกคนช่วยฟังและบันทึกช่วยให้แผนการดูแลถูกนำไปปฏิบัติได้จริงเมื่อกลับถึงบ้าน

รู้จักสัญญาณเตือนสโตรก จดจำหลัก FAST

แม้จะดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่ทำได้ ความเสี่ยงสโตรกซ้ำก็ไม่อาจลดลงเป็นศูนย์ สิ่งที่ครอบครัวต้องเตรียมพร้อมควบคู่กันคือ การรู้จักสัญญาณเตือน เพราะหากเกิดสโตรกขึ้นอีก ทุกนาทีมีความหมายต่อสมอง การพาคุณพ่อคุณแม่ถึงมือแพทย์เร็วเท่าใด โอกาสฟื้นตัวก็ดีขึ้นเท่านั้น

หลักการจดจำที่ใช้กันทั่วโลกคือ FAST ซึ่งเป็นตัวย่อช่วยให้ครอบครัวสังเกตอาการได้รวดเร็ว

  • F Face ใบหน้า ให้คุณพ่อคุณแม่ลองยิ้ม สังเกตว่ามุมปากตกข้างใดข้างหนึ่งหรือใบหน้าเบี้ยวหรือไม่
  • A Arms แขน ให้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น สังเกตว่าแขนข้างใดอ่อนแรงตกลงมาหรือไม่
  • S Speech การพูด ให้ลองพูดประโยคง่าย ๆ สังเกตว่าพูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือพูดสับสนหรือไม่
  • T Time เวลา หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที และจดเวลาที่เริ่มมีอาการไว้

หากพบสัญญาณ FAST อย่ารอดูว่าอาการจะดีขึ้นเอง อย่าให้คุณพ่อคุณแม่นอนพักก่อน และอย่าขับรถไปเอง ให้โทร 1669 เพื่อเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินทันที พร้อมจดเวลาที่เริ่มมีอาการ เพราะข้อมูลนี้สำคัญต่อการตัดสินใจรักษาของแพทย์ การไปถึงโรงพยาบาลเร็วเปิดทางให้ได้รับการรักษาที่ช่วยจำกัดความเสียหายของสมองได้

นอกจาก FAST อาการอื่นที่ควรระวัง ได้แก่ ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกายอย่างเฉียบพลัน ตามองเห็นผิดปกติทันที เวียนศีรษะรุนแรงจนทรงตัวไม่ได้ หรือปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรปฏิบัติเช่นเดียวกับเมื่อพบสัญญาณ FAST

บทบาทของครอบครัว การดูแลที่ยั่งยืนไม่ใช่การเฝ้าระวังที่เหนื่อยล้า

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ครอบครัวอาจรู้สึกว่ามีเรื่องต้องดูแลมากมาย ทั้งความดัน เบาหวาน ไขมัน หัวใจ การกินยา อาหาร การเคลื่อนไหว และการเฝ้าระวังสัญญาณเตือน ความรู้สึกหนักใจนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเป็นสิ่งที่ลูกหลานหลายครอบครัวเผชิญเหมือนกัน

สิ่งที่อยากให้ตั้งหลักไว้คือ การป้องกันสโตรกซ้ำที่ได้ผลจริงคือการดูแลที่ทำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่การเฝ้าระวังแบบตึงเครียดที่ทำให้ทุกคนในบ้านหมดแรงภายในไม่กี่เดือน การวางระบบที่ดี เช่น ตารางกินยา สมุดบันทึกความดัน และการแบ่งหน้าที่กันในครอบครัว ช่วยให้การดูแลกลายเป็นกิจวัตรที่จัดการได้ ไม่ใช่ภาระที่กดทับคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง

และเมื่อใดที่รู้สึกว่าการดูแลด้วยตนเองเริ่มเกินกำลัง ทั้งในแง่เวลา ความรู้ หรือกำลังใจ การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการตัดสินใจที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับการดูแลที่ปลอดภัยและสม่ำเสมอกว่า

แนวทางการดูแลแบบ Yusokh

ที่ Yusokh Care เราเข้าใจว่าการป้องกันสโตรกซ้ำคือการดูแลต่อเนื่องที่ต้องอาศัยทั้งความสม่ำเสมอและความรู้เฉพาะทาง ซึ่งหลายครอบครัวอาจไม่สามารถทำได้เต็มที่ท่ามกลางภาระงานและชีวิตประจำวัน โปรแกรมดูแลคุณพ่อคุณแม่ในภาวะสโตรกของเราจึงออกแบบมาเพื่อช่วยให้การดูแลที่บ้านเป็นระบบและวางใจได้มากขึ้น

ทีมสหวิชาชีพของเรา ประกอบด้วยทีมพยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร แพทย์ และนักกายภาพบำบัด ทำงานร่วมกันในการดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การช่วยติดตามความดันโลหิตและสัญญาณชีพ การจัดยาและทบทวนรายการยาให้ถูกต้องครบถ้วน การวางแผนอาหารและกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เหมาะกับคุณพ่อคุณแม่แต่ละท่าน ไปจนถึงการประสานงานกับแพทย์ผู้รักษาเมื่อพบสิ่งที่ควรปรึกษา ผู้ดูแลของเราเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมโดยทีมพยาบาล จึงสังเกตสัญญาณเตือนและรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

Yusokh Care ก่อตั้งในปี 2562 และดูแลครอบครัวในกรุงเทพฯ มาแล้วกว่า 500+ ครอบครัว เราไม่ได้มองว่าการดูแลคือการทำแทนครอบครัว แต่คือการเป็นทีมที่อยู่เคียงข้าง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับการดูแลที่ต่อเนื่อง และให้ลูกหลานมีพื้นที่หายใจ พร้อมความมั่นใจว่าการป้องกันสโตรกซ้ำกำลังดำเนินไปอย่างเป็นระบบ หากครอบครัวของท่านต้องการคำปรึกษา ทีมงานของเรายินดีรับฟังและพูดคุยถึงแนวทางที่เหมาะกับสถานการณ์ของท่าน